![]() |
|
Spaces home llo-o :: ความฝันและความจ...PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
llo-o :: ความฝันและความจริง :: o-oll>> :: ใครอยากมีฝันล้อมวงตรงเข้ามา :: <<
February 16 no man is small manTo คนอ่าน
" จำไดว่าตอนอยู่มัธยมปลายปีนึ่ง พ่อไปแข่งขันการแสดงปาฐกถาที่หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งจัดขึ้น
รอบแรกก็มีคู่แข็งขันที่น่ากลัวคนหนึ่ง ลีลาและเนื้อหาการพูดของเขาคคล้ายกับร่ายบทกวี
พ่ออิจฉามากจึงำยายามเลียนแบบเขา แต่กลับทำให้เสียเอกลักษณ์ของตัวเอง
และทำใด้ไม่ชำนาญเท่าเขา สุดท้ายจึงได้แค่ตำแหน่งรองชนะเลิศ"
"พ่อแพ้หรือ ไม่หรอก ในโลกนี้อาจมีการลงทุนที่สูญเปล่า
แต่การเรียนไม่มีวันสูญเปล่า หลังจากการแข่งขันครั้งนั้นแล้ว
พ่อก็มุมมานะศึกษาการร่ายบทกวี อ่านหนังสือเกี่ยวกับกวีแบบต่างๆ
พอเข้าเรียนมหาวิทยาลัยพ่อจึงสามารถกำกับการร่าบบทกวีถึงสี่ครั้ง
ชนะเลิศการแข่งขันการร่ายบทกวีระดับประเทศ
ส่วนบทกวีสมัยใหม่พ่อก็ได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นจากสมาคมกวีสมัยใหม่
และได้เป็นตัวแทนของจีนไปประชุมกวีระดับโลก"
"พอมาคิดดูอีกที เรื่องนี้เป็นความผิดของใครหรือ
ไม่มีใครผิดหรอก ก็เหมือนอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ของลูกตอนนี้
ลูกอาจไม่เห็นด้วยกับอาจารย์ แต่ปฏิเสธอาจาย์ไม่ได้
อาจารย์ที่คิดอะไรแปลกๆ มักมีอะไรเป็นพิเศษ
และอาจประสบความสำเร็จพิเศษก็ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือทั้งอาจารย์และนักเรียนต่างก็มีอิสระในการคิด
คนโบราณกล่าวว่า "เชื่อตำราเกินไปสู้ไม่มีตำราดีกว่า"
เราก็อาจบอกว่า "เชื่อครูเกินไปสู้ไม่มีครูดีกว่า"
ขอให้ถือเสียว่าการสอบในวันนี้เป็นบทเรียน
คิดดูให้ดีกว่าล้มเหลวอย่างไร ล้มเหลวจริงหรือเปล่า
หรือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ?"
จาก สอนลูกให้หยัดยืน ของ หลิวยง
from น้องท่อ
"หากอยากเห็นผืนแผ่นดินสดใส
แต่ไม่ยอมลอยเรือข้ามไป ปล่อยเรือไว้อย่างนั้น
แล้วอีกเมื่อไรจะถึงฝั่งฝัน ต้องขอไปตามใจซักวัน ออกตามฝันซักที"
"No man is small man : จะลอยเรือให้ข้ามฝั่ง"
ปัจฉิมลิขิต.
- ดีใจกะป้าออม : ห้องวิทย์ จุฬาฯ พิดโลก
- ดีใจกะลูซี่ : พสวท.
- ดีใจกะแตง&แก้ว : จับสลากเตรียมฯ
- แล้วตูอ่ะ?
- แฮปปี้วานเลนไทน์ย้อนหลัง
- หายไปเหมือนเดิมเจ้าค่ะ
February 08 เราเกิดมาทำไม?"เราเกิดมาทำไม" หลายคนก็เคยได้ยินคำถามนี้
เช่นกันค่ะ น้องท่อก็เคยได้ยินคำถามนี้
เอ้อ มันก็น่าสงสัยนะค่ะ แต่สำหรับน้อท่อแล้ว
น้องท่อคิดว่า คนเราเกิดมาทำ
1. ลืมตาดูโลก ใช่ค่ะเกิดมาเพื่อลืมตาดูโลก
"เสียงร้องไห้ของลูกในวันที่ลูกลืมตาดูโลก สำหรับคนเป็นพ่อแม่แล้ว นั่นคือชีวิต 1 ชีวิตที่ต้องดูแล"
การที่ได้ลืมตาดูโลกนั้น นั้นคือการรอคอยของผู้เป็นแม่ตลอด9เดือน
กว่าอสุจิจะผสมกับไข่ กว่าจะเป็นไซโกต กว่าจะเป็นเอ็มบริโอ
กว่าจะดูแลทะนุถนอม จนสิ่งมีชีวิตในท้องลืมตาออกมาดูโลก
2. เรียน ใช่ค่ะเกิดมาเพื่อเรียน
การศึกษาเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในชีวิต
มาเพิ่มเติมทักษะ สิ่งต่างๆทีเรายังไม่รู้
3. ทำงาน ใช่ค่ะเกิดมาเพื่อทำงาน
การทำงานก็คือหน้าที่ของเรา
การทำงานเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้
แต่บางหน้าที่ บางอาชีพก็ไม่ได้เงินเดือนเสมอไป
ทุกคนก็ต้องทีงาน มีหน้าที่เป็นของตัวเอง
เพราะฉะนั้นการที่เราเกิดมาทำงาน
ก็คือการทำหน้าที่ตามบทบาทแต่ละบทบาทของตนเอง
4. นอน ใช่ค่ะเกิดมาเพื่อนอน
มนุษย์นั้นนอน 1 ใน3 ของช่วงชีวิตเชียวนะ
ถ้าไม่นอนก็ไม่ใช่คนล่ะ
1วันมี 24ชั่วโมง นอนไป8ชั่วโมง ก็เหลือเวลาอีก 16 ชั่วโมง
ทำงาน/เรียนหนังสือ 8ชั่วโมง ก็เหลือเวลาอีก 8ชั่วโมง
เวลา8ชั่วโมงที่เหลือ แต่ละคนก็ต้องการสิ่งรื่นรมย์ต่างกัน
บางคนก็เดินห้าง ดูทีวี นอนหลับ รึทำกิจกรรมต่างๆตามต้องการ
แต่การนอนหลับของแต่ะละคนนั้นไม่เหมือนกันค่ะ
โดยเฉลี่ยแล้ว เด็กทารกต้องการ 10-12 ชั่วโมง
คนทำงาน/เรียนหนังสือ 8 ชั่วโมง
คนสูงอายุ ต้องการแค่เพียง 4-5 ชั่วโมง
แต่ก็ต้องแล้วแต่คนนะค่ะ บางคนหลับแค่ 1-2 ชั่วโมง
เพราะว่าแอบงีบหลับหลางวัน เวลาที่ที่หนังท้องตึง หนังตาก็ย่อน
คิดดูนะค่ะ เรานอนไป 1ใน3 ของช่วงชีวิตแล้ว
แล้วอีก2ใน3 ของชีวิตล่ะ อื้ม เราก็ไปทำหน้าที่ของแต่ละคนไง
5. ความสุข ใช่ค่ะเกิดมาเพื่อความสุข
ของสมมติดูนะค่ะ ถ้ามนุษย์มีอายุเฉลี่ย 100 ปี
นอนหลับไป 33% ทำงานอีก 33%
อ้าวแล้ว 33%ที่หายไปล่ะ
ใช่ค่ะใครบ้างล่ะไม่ต้องการความสุข
เมื่อทำงานเสร็จกลับมาบ้าน เปิดทีวีดู
สร้างความสำเริงสำราญให้กับชีวิตได้แล้ว
แต่มันมักหมดไปกับความเครียดค่ะ
มัวแต่นั่งเครียด นั่งจมกับสิ่งที่ไม่ไม่ความสุข
แล้วชีวิตจะมีสีสันได้อย่างไร
บางครั้ง ความสุขก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่านิยม
แต่มันเป็นความสุขที่จิตใจต่างหากล่ะ
สิ่งไหนที่เรียกว่า ความสุข
สิ่งนั้นแหละที่เป็นสิ่งเติมเต็มของชีวิต
อยู่ดีๆ ก็คิดขึ้นมาค่ะ ไม่อะไรหรอกค่ะวันนี้วันปัจจฉิม
อยากให้เพื่อนๆ หรือคนที่ได้อ่าน พอเป็นแง่มุมในการดำรงชีวิต
หลายคนสงสัยอาจคิดว่าอีก 1%หายไปไหน
ยังไงก็ตามหา 1%ให้พบนะค่ะ
น้องท่อเชื่อว่า 1% นั้นอยู่ที่ทุกๆคนค่ะ
"ชีวิตน่ะ ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ"
เล่าวันปัจฉิมนิดนึง
มีพิธีปลดเข็มพี่ม.ปลาย ถอดคอซองน้องม.ต้น
น้ำตาท่วมหอประชุมเลยเจ้าค่ะ
แต่น้องท่อร้องไม่ออกค่ะ คงจะเจอแบบนี้บ่อยมั้ง ชินแล้วๆ
ก็ได้แต่ให้คนอื่นเค้าผู้ข้อไม้ขอมือไป
ขากลับ ก่อนจะลงจากบันได
ได้ลอดซุ้มธงโรงเรียน ธงคณะ ที่พวกพี่มาถือรอตามบันได้ด้วยล่ะ (เหมือนนายร้อยลอดซุ้มกระบี่เลย)
แบบว่าเป็นเกียรติมากๆเลย เหมือนได้ก้าวออกสถาบันนี้อย่างเต็มรูปแบบ
ปิดท้ายด้วยเพลงนี้ เข้ากับสถานการณ์สุดๆ (อภินันทนาการจากแก้ว)
" จะไม่ลืมที่เรามีกันและกันในวันนี้
จะไม่ลืมเวลาความสุขที่เราเคยร่วมมี ต่อจากนี้ไม่ว่าชีวิตจะพบใครคนไหน แต่ว่าฉันจะมีเธออยู่เสมอในหัวใจ จะเก็บไว้ ( เก็บใจไว้ให้เธอ เธอเท่านั้น ) " ปัจฉิมลิขิต.
- รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จะมีหลายคนเข้ามาแวะมากมาย เสียงเสียงทักทายนิดกันบ้างนะค่ะ
- งานเสร็จหมดแล้ว ขอปลีกวิเวกไปสักพักนะค่ะ
- อีก 1เดือนสอบเตรียมฯ สู้ๆ
- รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
December 21 สอบกลับมาอีกรอบ หลังจากที่ดองไว้นานแสนนาน
อาทิตย์หน้าจะสอบล่ะ สอบเสร็จแล้วก็ปิดปีใหม่
แล้วก็ประชาสัมพันธ์ SCG#19 แล้วก็ประกาศผลยุพราช
ตารางเดินสายยังเหลืออีกเพียบ
วันนี้อัพเดต ตารางสอบหน่อยว่าจะออกไรมั้ง
ใครไม่รู้ก้มาดูเด้อ
26 ธ.ค. 50
คณิตพื้น ---> อสมการ(อ.ห้อง2ออก) ความน่าจะตาย เอ๊ย!เป็น (อ.ห้อง1ออก)
สุขฯ ---> บทที่ 9-11
สังคม ---> ทวีปเอริการเหนือ กะใต้ แอฟริกา ยุโรป การดูแผนที่
อังกฤษ ---> บทที่7-9
28 ธ.ค. 50
วิทย์ ---> ไฟฟ้า(ตั้งแต่การดูแอม โว วงจร ฯลฯ) อิเล็กทรอนิก (พวกไดโอด ไอซี ทีอาร์ ตวต้านทาน ฯลฯ)
ศิลปะ ---> จิตรกรรม ศิลปกรรม ที่ครูพูดวันนั้นทั้งหมดอ่ะ
คณิตเพิ่ม ---> วงกลมเติมคำ10ข้อ (ชิลๆเนอะ) พิสูจน์เรขาคณิต 1ข้อ รึว่า 2ข้อ จำไม่ได้
ไทย ---> ไม่แน่ใจ ที่เรียนมาทั้งหมดอ่ะ เดี๋ยวไปถามครูให้
มีแค่นี้ล่ะมั้ง อื้มๆ ปิดท้ายด้วยเพลงที่ชอบที่สุดในขณะนี้ อยากไปดูอ่ะ แต่หมดแล้ว
Memory - Cats
Daylight
See the dew on the sunflower And a rose that is fading Roses whither away Like the sunflower I yearn to turn my face to the dawn I am waiting for the day . . .
Midnight Not a sound from the pavement Has the moon lost her memory? She is smiling alone In the lamplight The withered leaves collect at my feet And the wind begins to moan Memory All alone in the moonlight I can smile at the old days I was beautiful then I remember the time I knew what happiness was Let the memory live again Every streetlamp Seems to beat a fatalistic warning Someone mutters And the streetlamp gutters And soon it will be morning Daylight I must wait for the sunrise I must think of a new life And I musn't give in When the dawn comes Tonight will be a memory too And a new day will begin Burnt out ends of smoky days The stale cold smell of morning The streetlamp dies, another night is over Another day is dawning Touch me It's so easy to leave me All alone with the memory Of my days in the sun If you touch me You'll understand what happiness is Look A new day has begun ปัจฉิมลิขิต
- ไปอ่านหนังสือล่ะ
- SCG#19 มาถึงแล้ว ไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.en.mahidol.ac.th
- รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
December 14 ชายหรือหญิง ใครพูดมากกว่ากัน?หลายคนคงมีคำตอบในใจแล้วว่าผู้หญิงย่อมพูดมากกว่าผู้ชายอย่างแน่นอน
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิจัยพบว่าความจริงแล้วผู้ชายและผู้หญิงมีโอกาสพูดมากได้พอๆกัน
แตกต่างกันเพียงเนื้อหาที่พูดคุยเท่านั้น
ผศ.แม็ตเทียส เมห์ล นักจิตวิยาของมหาวิทยาลัยรัฐแอริโซนา และคณะ
พิสูจน์ความเชื่อของคนทั่วไปที่ว่า ผู้หญิงมักพูดมากกว่าผู้ชาย
ด้วยการคัดเลือกอาสาสมัครจากนักศึกษาระดับหมาวิทยาลัย 396 คน
ซึ่งติดอุปกรณ์บันทึกเสียงไว้ที่ตัวเป็นเวลา 2-10 วัน
และในทุกช่วงเวลาประมาณ 12 นาที
อุปกรณ์จะบันทึกตัวอย่างเสียงพูดคุยของแต่ละคนอย่างอัติโมมัติ
โดยแต่ละครั้งใช้เวลา 30 วินาที หลังจากนั้นคณะนักวิจัยช่วยกันถอดเทปที่บันทึกไว้ทุกคำพูด
แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วในเวลา 17 ชั่วโมง
ผู้หญิงใช้คำพูดประมาณ 16,215 คำ
ส่วนผู้ชายใช้ 15,669 คำ
อีกทั้งการใช้คำพูดกับคนภายในกลุ่มเพศเดียวกัน
มีความแตกต่างมากกว่าการพูดคุยกับคนระหว่างเพศเสียอีก
เช่น ในกลุ่มผู้ชาย 3 คน คนที่ช่างพูดมากที่สุดใช้คำ 47,000 คำ
ส่วนคนที่พูดน้อยที่สุดใช้คำไม่ถึง 500 คนด้วยซ้ำ
เนื่องจากการวิจัยนี้ใช้อาสาสมัครที่เป็นนักศึกษา
ทำให้ไม่อาจพิจารณาถึงปัจจับบางประการได้
เช่น การเข้าสู้สังคมหรือปัจจัยในที่ทำงาน
แต่การวิจัยก็ชี้ให้เห็นว่า การพูดมากหรือน้อยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างทางชีวภาพเป็นสำคัญ
แท้จริงเป็นเรื่องของเนื้อหสเสียมากกว่า
นั่นคือ ผู้ชายคุยกันด้วยเรื่องของเทคโนโลยี การงาน และการเงิน
อีกทั้งบททสนทนาก็มีตัวเลขมาเดกี่ยวข้องมากกว่าด้วย
ส่วนผู้หญิงคุยกันเกี่ยวกับแฟชั่นและคงามสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
แต่งชายและหญิงมีโอกาสที่จะพูดจาเป็นต่อยหอย
หรือพูดจนลิงหลับได้พอๆกัน
ผศ.เมห์ลกล่าวว่า
"ขั้นต่อไปจะศึกษาในกลุ่มตัวอย่างของผู้สูงอายุดูบ้าง
ซึ่งอาจจะเป็นผู้ใหญ่สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบริเวณต่างๆของโลก
เพื่อศึกษาว่า ความแตกต่างของบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมมีบทบาทอย่างไร"
ที่มา : นิตยสาร UPDATE ประจำเดือน พฤศจิกายน 2550
วันนี้อยากอัพอะไรที่มีสาระบ้างอ่ะค่ะ
พอดีว่าวันนี้เตร่ๆแถวห้องสมุดมา
เห็นอัพเดตพอดี แต่ส่วนใหญ่น้องท่อก็ติดตามอยู่แล้ว
อ่านบทความต่างๆ แล้วเห็นบทความนี้มันดีอ่ะค่ะ
เลยยกบทความนี้มาขึ้นบล๊อก
แต่ในความคิดของน้องท่องานวิจัยนี้ดีไหม?
ก็ดีนะค่ะ ช่างคิดหัวข้อวิจัยดี
แต่งานวิจัยแบบนี้มันควบคุมตัวแปรต่างๆไม่ได้อ่ะเนอะ
แต่มันก็สามารถมองทะลุผ่านว่า ผู้หญิงย่อมพูดมากกว่าผู้ชาย
แต่มันก็จริงๆอ่ะค่ะ ถ้าพูดแบบผู้หญิง
ผู้หญิงเป็นเพศที่ช่างพูดช่างคุย เราจะเห็นไดประจำ
ว่านั่งเมาท์กันเป็นอย่างไร(น่าจะใช้คำว่า"นินทา"มากกว่านะ)
เห็นไอ้นี่ไม่ถูกใจก็หยิบมาถกประเด็นกัน
ฉันว่าอย่างนู้นดีกว่านะ ฉันว่าอย่างนี้ไม่ดีนะ อะไรประมาณนี้
แต่มันก็ต้องมีปัจจัยมาขัดอีกล่ะ
ปัจจัยนั้นก็คือ "บุคคลิกเฉพาะบุคคล"
บางคนพูดมาก พูดน้อยอีกล่ะ
อย่างไรก็ตามคำพูดนั้นสื้อถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคล
คิดอย่างไรก็พูดออกมา อย่าเก็บความคิดนั้นไว้คนเดียว
เพราะคุณ จะทำให้คนรอบข้างหนักใจ!
ปิดท้ายด้วยเพลงเพราะค่ะ
"เก็บเพลงรักนี้ให้เป็นของขวัญ ให้เธอได้รับและได้รู้หัวใจของฉัน
แม้คืนวันจะเปลี่ยนแปลงสักแค่ไหน แต่ใจของฉันที่รักเธอนั้น ต่อให้ต้องลงนรกหรือขึ้นสรวงสวรรค์ ฉันก็จะไม่มีวันมอบให้ใคร จะมีเพียงเธอแค่เพียงคนเดียว และจะมีแต่เธอ เธอแค่เพียงคนเดียว และจะเป็นเพียงคนเ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||